มะ...เข้าป่ากัน
เราเริ่มเดินทางกันตอนสิบโมง
กลุ่มติ๊กและเก้งเดินนำหน้าไปก่อน
ภาระกิจของพี่เลี้ยง คือคุมน้อง และช่วยน้องถ่ายภาพ
ติ๊กเริ่มทำหน้าตั้งแต่ยังไม่เข้าป่าว่า "กรูไม่ไหวแล้ว"
แต่สปิริตศิลปินล้นท่วม จึงได้แต่ไปเจ๊าะแจ๊ะกับน้องๆ ขอให้ถ่ายภาพให้แทน
ส่วนเก้ง นั้นชำนาญมาก เกณฑ์ น้องๆ เหมือนกับเป็นสต๊าฟ มากกว่าจะเ็ป็น celeb ที่มาแจม
ถือว่า ช่วยกันทำมาหากิน
ส่วนตุ้ยนั้น แต่งตัวเข้ากับสถานการณ์มาก นึกว่ากรมป่าไม้มาเอง ดีที่มันไม่แต้มสีลายทางที่หน้าอีก
เด๋วจะกลายเป็นไปออกรบแทน
ส่วนตุลย์กระดี๊กระด๊ามาก เพราะได้มีโอกาสถ่ายรูป กำลังเห่อกล้องใหม่ ถืออะไรต่อมิอะไรเต็มกระเป๋าไปหมด และส่วนฉันกับดาส ไม่ต้องทำอะไรมาก (อันนี้คือ ตัวเอง) เพราะดาส เป็นทั้งช่างภาพ สต๊าฟ และ เกณฑ์เด็กๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว
คิดไปคิดมา ฉันว่า ใครก็ตามที่เข้ามาวนเวียนชีวิตการทำงานฉันแล้ว มันคงซวย เพราะต้องช่วยฉันทำเกือบทุกอย่าง (คิดไรมาก... ได้บุญนะเฟ้ย)

เราต้องนั่งระกระบะเข้าไปก่อนใช้เวลาการเดินทางจากจุดเริ่มต้น ไปในป่า 5 นาที นั่งไปก้นยังไม่สัมผัสกับเบาะก็ต้องลงแล้ว
เห็นทางเดินแล้ว อยากจะถอยกลับ เพราะต้องเดินขึ้นเขาลูกใหญ่ อ้อมเขาไปอีก แล้วลงกลับมาทางเดิม "ไหนพี่หน่อยบอกว่าป่าเรียบงัยฟระ"
แต่....ถ้าขืนเดินกลับ น่าจะขายหน้า
เอาฟระ เผื่อเดินไม่ยาก...
คิดผิด
เราเดินกันไปได้สักพัก เริ่มเห็นแนวโน้มแรงถ่วงของโลกแล้ว ฉันค่อยๆ เงยหน้ามองไปตามเส้นทางแล้วอุทานว่า
"เฮ้ย ทำไมมันชันอย่างงี้ฟระ" ดาสอยู่ข้างหลังฉันเริ่มเสียวสันหลังเมื่อฉันหันกลับไปมองสายเว้าวอน
"พี่โอ๋ ผมก็ไม่ต่างจากพี่นะ" คือมันแบกน้ำสองขวด สะพายเป้ใส่กล้องหนักๆหนึ่งใบ ข้าวกล่องอีกหนึ่งใบ
"เออ เอาเหอะ พี่เอาข้าวกล่องพี่มาละกัน เด๋วผมถือให้" ดาสตอบ
ไม่ขัดศรัทธา แต่ให้ข้าวกล่องไปแล้ว มันน่าจะดีขึ้นนี่หว่า "เสียงเหนื่อยและหอบของฉันมันดังขึ้นมาเรื่อย ๆ พร้อมกับที่ไอ้ดาสก็เริ่มหนีฉันไปเรื่อยๆ
"เฮ้ยย หยุดก่อนสิเว้ย ขอจับมือหน่อย" ฉันเริ่มหน้าด้านขอจับมือเขาไปทั่ว ไม่ใช่ไปปลื้มอะไรหรอก แต่ขอให้จูงมือเดินไปในป่าชันๆ ด้วย แต่ปากฉันก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี
"อ้าว นอ้งๆ อย่าลืมถ่ายรูปน้า..." โน่น พวกเด็กมันไวยังกะลิง เดินไปไกลลิบแล้ว
โชคดี อาเบ หนุ่มชาวเขาที่ชำนาญเดินตามมาติดๆ จึงได้อาศัยใบบุญมันหน่อย แต่...นิสัยอาเบที่ไม่อยากเข้าใกล้ คือ ปากมันหวานจนเกือบหมา อาเบจะใช้คำพูดหวานที่ัฟังแล้วจะอ้วก ออกมาให้ได้ิยินเสมอ
"พี่โอ๋ จับมือผมก็ได้นะคับ มือผมนุ่ม จะได้สัมผัสถึงหัวใจพี่"
มันแต่งงาน มีเมีย กะลูกหนึ่ง แต่ลูกล่อลูกชนยังแจ่ม ถึงขนาดๆ สาวพาณิชย์หลงใหลในความเตี้ยล่ำหน้าหักๆ ของมันได้อย่างดี
"จูงชั้นไปพอ ส่วนไอ้คำสุดท้าย ไม่ต้องเฟ้ยย" ฉันหอบไปพูดไป ก่อนจะสำรวจมันอีกที แล้วพบว่า อาเบมันมีขวดน้ำไม่ต่ำกว่า 5 ขวดอยู่รอบๆ ตัวมันหมด มองแล้วเหมือนคนบ้า แต่ ณ เวลานี้
มันเหมือนฮี่โร่มากกว่า เพราะสามารถให้น้ำคนอื่นได้อีก
หันกลับมาที่ดาส เหมือนมันเพิ่งกระโจนเข้าหาน้ำตก แล้วกลับมาเดินต่อ จริงแล้วไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมันคือเหงื่อล้วนๆ และมันดันเจือกใส่เสื้อสีดำ ท้าแดดอีกต่างหาก ฉันเลยดึงข้าวกล่องฉันกลับไป

ภาระใหม่ของอาเบทั้งวันในป่า คือ จูงมือชั้นให้ปีนเขาชัน ๆ ได้ง่ายขึ้น และถือข้าวกล่องของฉัน
เราจะพักทานอาหารกันตอนเที่ยง คือประมาณอีกชั่วโมงกว่าๆ
"แมร่งงงงง เมื่อไหร่จะถึงฟระ อาเบ เริ่มหิวข้าวกับเหนื่อยแล้วนะเนี่ย" ถามไปก็ให้อาเบจูงไป
"ไม่นานหรอกพี่ แต่ถ้าถึงเร็ว เราจะมีโอกาสอยู่ด้วยกันอย่างนี้เหรอคับ"
เกือบอ้วกใส่หน้ามัน
เดินไปอีกหลายพักใหญ่ ก็ถึงจุดหมายสำหรับกินข้าว และเป็นจุดที่เราได้เจอกลุ่มของติ๊ก เก้ง ตุลย์ และตุ้ยด้วย
ขอพักกินข้าวแล้วค่อยต่อพรุ่งนี้นะ

ระหว่างทาง
09 เม.ย. 2010 เวลา 08:27 น.
แบบสมัครเล่นนะ ฮ่าๆๆ